x

“เรื่องจริงที่ว่า..

ใช้คำใน Storytelling

ไม่โดนใจ

พูดไปก็ไม่มีใครฟัง”

 

14 คำพูดที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดใน Storytelling

ดร.สุรชัย โฆษิตบวรชัย

หัวใจสำคัญของ Storytelling คือการดึงอารมรณ์ร่วมของคนฟัง ให้คล้อยตามคนเล่าเรื่อง ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการดึงอารมณ์ร่วมคือการใช้คำสำคัญที่ทรงพลังมารวมกับเรื่องที่ตนเองกำลังเล่า ก็จะส่งผลถึงคนฟังมากที่สุด เช่นถ้าคุณเป็นพนักงานขายกำลังเล่าเรื่องเพื่อปิดการขาย คำที่ทรงพลังก็จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น หรือถ้าพนักงานที่กำลังเล่าเรื่องเพื่อนำเสนอผลงานให้กับผู้จัดการได้รับรู้ คำที่ทรงพลังจะดึงอารมมณ์ร่วมของผู้จัดการได้ดีที่สุด ทำให้ผู้บริหารมองเห็นถึงผลงานของพนักงานคนนั้น

 ถ้า Storytelling ของคุณดีพอ ความรู้สึกของคนฟังที่มีต่อการเล่าเรื่องของคุณเป็นเช่นไร ถึคนฟังรู้สึกศรัทธาในตัวคนเล่า ไว้ใจคนเล่าเรื่อง ก็จะทำให้อารมณ์ของคนฟังจะเข้าไปอยู่ใน Storytelling ที่คุณกำลังเล่าได้เป็นอย่างดี และคนฟังจะแสดงออกมาด้วยความรู้สึกที่เป็นตัวตนของตนเองที่มีต่อเรื่องราวที่ได้ฟังจากคนเล่านั่นเอง ตามแนวคิดที่ว่า เมื่อคนไว้ใจ ไม่สามารถซ่อนเร้นความรู้สึกได้ เช่นถ้าคนฟังไว้ใจคุณ เขาจะเปิดใจแชร์ประสบการณ์ให้คุณรู้เช่นกัน คนฟังจะเชื่อในสิ่งที่คนเล่ากลังเล่าเรื่อง และจะทำตามในสิ่งที่คุณกำลังเล่าเรื่อง

ดังนั้นความสำคัญของการเล่าเรื่องหรือ Storytelling นอกจากการทำให้คนฟังประทับใจในเรื่องที่เล่าแล้ว ผู้เล่าเรื่องจำเป็นต้องทำให้คนฟังรู้สึกเชื่อถือนำไปสู่ความไว้วางใจผู้เล่า ก็จะทำให้เรื่องนั้น ๆ เป็นเรื่องที่มีความสมบูรณ์แบบ

ในความเป็นจริงมีเรื่องเล่ามากมายทั้งโซเชียลและการเล่าเรื่องที่เป็นไปในหลักสักษณะของคอนเทนต์ต่าง ๆ ซึ่ง คนฟังจะตัดสินใจว่าตนเองควรจะเชื่อเรื่องราวหล่านั้นหรือไม่ หลักสำคัญที่ทำให้คนฟังเชื่อถือคือการรับรู้ข้อมูลนั้นว่ามีความซื่อสัตย์และจริงใจต่อคนฟังเพียงใด 

คนเล่าเรื่อง Storytelling จึงต้องมีการสื่อสารที่โปรงใส ตรงไปตรงมา เอาใจใส่อย่างแท้จริง และประการสุดท้ายคือเข้าใจคนฟังอย่างชัดเจน เช่นความคาดหวังของพนักงานในการทำงานคือการได้รับการยอมรับจากผู้จัดการ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานที่จะต้องแสดงความสามารถให้ผู้จัดการยอมรับ ด้วยการทำให้ทุกคนในทีมงานเนถึงความสำคัฐของคุณไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้นำ การตัดสินใจ ซึ่งหมายความว่า การเล่าเรื่องผู้เล่าต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณพูดก่อน และเมื่อคุณเล่าเรื่องออกไป คนฟังเขาจะสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ผู้เล่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด และถ้าเขามีความเชื่อถือ เขาจะทำตามในสิ่งที่ผู้เล่าได้แนะนำ โดยมีข้อมูลที่เชื่อถือได้มาสนับสนุนในสิ่งที่เล่าจะทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือขึ้นไปอีก

“หลักสูตร 360 องศา Storytelling”

 

การพัฒนา Storytelling ให้น่าเชื่อถือ เพื่อดึงอารมณ์ของคนเล่า มีหลายวิธีแต่หนึ่งในวิธีที่เป็นที่นิยมคือการใช้คำพูดที่โดนใจ เพราะคำพูดที่โดนใจจะกระตุ้นให้สมองคนฟัง หลั่งสารเคมีที่ชื่อว่า โดพาฟิน จะช่วยทำให้คนฟังคล้อยตามและตัดสินใจเร็วขึ้น  จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่เล่าเรื่อง Storytelling ที่จะมีเป้าหมายหลักในการเล่าเรื่องคือการสร้างความสัมพันธ์กับคนฟัง ด้วยการสร้างศรัทธาให้คนฟังเกิดก่อนที่จะดำเนินการขั้นตอนต่อไปของ Storytelling คือการทำให้คนฟังทำตามที่คนเล่าต้องการ เช่การปิดการขาย นักเล่าเรื่องมืออาชีพจึงมักใช้คำพูดหรือวลีที่มีผลต่อคนฟังนำ เพื่อโน้มน้าวจิตใจคนฟังให้เกิดความรู้สึกดี มีอารมณ์ร่วมทำให้คล้อยตามและศรัทธาต่อคนเล่าเรื่อง ซึ่งคำเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นการกระตุ้นต่อมอารมณ์ให้คนฟังมีส่วนร่วมกับคนเล่าป็นระยะ ๆ ตามความเหมาะสมของการเล่าเรื่อง คราวนี้ลองมาดูว่ามีคำอะไรบ้าง ตามมา..

คำที่ 1 “รู้สึกซาบซึ้งต่อการให้การช่วยเหลือของคุณ”

ความรู้สึกเป็นบุญคุณที่มีต่อคนเล่า ทำให้คนฟังยิ่งเกรงใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับคนฟังทันทีที่ได้ฟังว่าคนเล่าเรื่องรู้สึกถึงบุญคุณที่ คล้าย ๆ กับคำว่า “ขอบคุณ”  เช่น “ผมขอบคุณนะครับที่……” หรือถ้าจะใช้ร่วมกับคำว่าขอบคุณจะทำให้ทรงพลังในการเล่าเรื่องมากยิ่งขึ้น เช่น “ผมขอขอบคุณที่………………ผมรู้สึกซาบซึ้งต่อการช่วยเหลือของคุณ”

คำที่ 2 “ขอบคุณสำหรับการเสียสละเวลาอันมีค่า…”

เป็นเรื่องจริงของการใช้เวลาระหว่างคนเล่ากับคนฟัง เพราะคนเล่าเตรียมตัว เตรียมใจและเตรียมเวลามาเล่า ซึ่งแตกต่างจากคนฟัง ที่ไม่ได้เตรียมตัวเพื่อมาฟังอย่างตั้งใจ หมายความว่าถ้าเรื่องราวที่เล่าไม่น่าสนใจคนฟังก็สามารถที่จะกลับได้ทันที ดังนั้นเวลาของคนฟังย่อมมีค่ามากกว่าคนเล่าเป็นอย่างมาก คำพูดที่ทรงพลังต่อคนฟัง จึงออกมาแนว ๆ การที่คนเล่าตระหนักดีถึงเวลาที่มีค่าของคนเล่า เช่น เวลาเป็นเรื่องสำคัญและมีค้ายิ่งสำหรับคนฟัง วันนี้ผมจะเล่าเรื่องเพื่อสื่อสารให้ทุกคนได้เข้าใจและคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป.. หรือ ถ้าต้องเล่าเรื่องในห้องประชุมใหญ่ ก็สามารถใช้คำว่า “ผมขอขอบคุณทุกท่านในห้องนี้ สำหรับการตั้งใจฟังในเรื่องที่ผมเล่าให้ฟัง ผมรู้สึกซาบซึ่งต่อการสละเวลาอันมีค่าของทุกคน บางคนมาจากต่างจังหวัด เพื่อมาฟังเรื่องราวที่ผมเล่าในวันนี้”  คำเช่นนี้จะทำให้คนฟังสนใจและเปิดใจที่จะรับฟัง ถือว่าเป็นคนที่ทรงพลังต่อคนฟังเป็นอย่างมาก

คำที่ 3 “ขอบคุณ”

คำง่าย ๆ ที่ทรงพลังต่อคนฟังมาก ๆ เพราะเป็นการสื่อสารที่แสดงให้เห็นว่าคนเล่านั้นมีความเคารพ มีกาละเทศะและมีกิริยาที่สุภาพต่อคนฟัง ทำให้คนฟังรู้สึกเกรงใจต่อคำขอบคุณของคนเล่าเรื่อง คำขอบคุณจะเป็นคำกระตุ้นความรู้สึกของคนฟังได้เป็นอย่างดี ลองสังเกตเมื่อมีคนมาขอบคุณเรา เราจะหยุดเพื่อฟังในเรื่องที่ตามมา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทราบเลยว่าเขากำลังขอบคุณเราเรื่องอะไร แสดงว่าคำ ขอบคุณ มีผลต่อความรู้สึกของคนฟังเป็นอย่างมาก

คำที่ 4 “ขออนุญาตสักครั้ง ที่จะให้โอกาสผมได้แนะนำตัวเอง ให้คุณได้รู้จัก”

ในการเล่าเรื่องนั้น การสร้างความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญ การแนะนำตัวเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคนฟัง และเมื่อคนฟังเชื่อมั่น มีศรัทธาต่อคนเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องหรือการโน้มน้าวใจก็จะเป็นเรื่องง่ายต่อคนเล่าเรือง แต่ในทางปฏิบัติการแนะนำตัวของคนเล่าเรื่องบางคนใช้การเล่าเรื่องแบบเปิดเผย ทันที จะทำให้คนฟังบางครั้งรู้สึกว่าคนเล่ากำลังอวดตัวเอง ทำให้มีความรู้สึกต่อต้านและไม่สนใจ การสร้างคำพูดที่ทรงพลังเพื่อสร้างศรัทธาโดยคนเล่าเรื่องแสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนจะทำให้คนฟังรู้สึกชอบและเปิดใจยอมรับคนเล่าเรื่องเพิ่มมากขึ้น เช่น การเริ่มต้นด้วยคำว่าขออนุญาตจะเป็นคำที่ทำให้คนฟังส่วนใหญ่จะตอบในใจว่าอนุญาต เพราะสิ่งที่คนเล่าเรื่องขอนั้นไม่ใช่เป็นการร้องขอที่เกินความเป็นจริง เช่น “ขออนุญาตสักครั้ง เพื่อให้โอกาสผมแนะนำตัวเอง ให้คุณได้รู้จัก..” ซึ่งเนื้อหาต่อจากนี้ควรจะอธิบายที่มาที่ไปและความสัมพันธ์ว่าทำไมคุณถึงต้องขึ้นมายืนเพื่อเล่าเรื่องให้คนฟังได้ฟังในวันนี้

คำที่ 5 “เรื่องต่อจากนี้มีความหมายสำหรับคุณ..” หรือ “บทสรุปเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณที่ว่า…………………”

การทำให้คนฟังรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับคนเล่าเรื่องคือการสร้างความปรารถนาดีภายในจิตใจของผู้เล่าเรื่องที่อยากจะบอกให้คนฟังได้ทราบ ซึ่งความปรารถนาดีต้องมาจากความซื่อสัตย์และจริงใจที่มีต่อคนฟังเช่นพนักงานขายเล่าเรื่องเพื่อขายสินค้า ไม่ว่าจะสินค้าอะไรก็ตาม คนขายมักจะบอกถึงคุณสมบัติของสินค้า และพูดร้องขอให้คนซื้อตัดสินใจซื้อ ซึ่งก็คือเทคนิคการปิดการขายนั่นเอง โดยไม่คิดจะบอกว่าผู้ซื้อจะได้ประโยชน์จากการซื้ออะไร หรือมีความหมายอย่างไรถ้าคนซื้อตัดสินใจซื้อไป เมื่อคนขายบอกแค่คุณสมบัติของสินค้าคนฟังจะลังเลต่อการตัดสินใจ แต่ถ้าคนขายบอกถึงสินค้านี้มีความจำเป็นหรือมีความหมายต่อคนซื้ออย่างไร ก็จะทำให้คนซื้อตัดสินใจได้ง่ายขึ้น คำพูดที่ทรงพลังในการเล่าเรื่องจึงควรจะเป็นในลักษณะที่จะบอกว่าคนฟังจะได้อะไรในการตัดสินใจหลังฟังเรื่องราวไป

คำที่ 6 “รู้สึกแคร์ต่อความรู้สึก จึงระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะ…..”

คนบางคนที่เล่าเรื่องแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่มาจากมองว่าการเล่าเรื่องเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ เช่นพนักงานขายต้องนำเสนอด้วยการเล่าเรื่องหรือเล่าเรื่องเพื่อปิดการขาย แต่ความเป็นจริงการเล่าเรื่องที่ดีไม่ใช่ผู้เล่าจะคิดว่าตนเองมีหน้าที่ที่ต้องขึ้นมาเล่าและเมื่อหน้าที่จบลงทุกอย่างก็สิ้นสุดลงเท่า นั้น  ความซื่อสัตย์ที่มีต่อคนฟังจะทำให้คนฟังสัมผัสได้ถึงความโปร่งใสเชื่อมโยงไปยังความสัมพันธ์ส่วน ตัวจะเป็นตัวช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้คนเล่าเรื่องได้เป็นอย่างดี คนเล่าเรื่องจึงจำเป็นที่จะต้องทำให้คนฟังเข้าใจความคิดของตนเองในการเล่าเรื่องและมองเรื่องที่เล่าไปในมุมเดียวกัน คนเล่าเรื่องต้องทำให้คนฟังเชื่อมั่นว่าคนเล่าเรื่องมีความพิถีพิถันในการเตรียมข้อมูลและเรื่องราวเพื่อคนฟังโดยเฉพาะ คำพูดที่บ่งบอกถึงความพยายามที่ผู้เล่าเรื่องตั้งใจทำให้ดีที่สุดเพื่อคนฟัง คือ “ผมรู้สึกแคร์ต่อความรู้สึกของทุกที่กำลังฟังอยู่ ผมจึงมีการเตรียมการที่ระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ” เป็นต้น

คำที่ 7 “เรามาเริ่มต้นที่ความกังวลใจของคุณก่อน แล้วตามด้วยแผนการจัดการ..”

จิตวิทยาเรื่องของคน คือคนส่วนใหญ่มักอยากให้คนอื่นสนใจตัวเอง  ซึ่งการแสดงออกว่าคนเล่าเรื่องให้ความสนใจต่อคนฟังจะทำให้คนฟังรู้สึกดี การแสดงออกของคนเล่าเรื่องอาจจะเริ่มต้นจากการ สอบถามคนฟังว่าเป็นอย่างไร มีความเป็นอยู่เช่นไร และคนเล่าเรื่องก็แสดงออกถึงความสนใจในเรื่องราวคนฟัง โดยการให้คนฟังได้มีโอกาสพูดถึงความกังวลใจของเขาแล้วคนเล่าเรื่องตั้งใจฟังอย่างสนใจ วิธีเช่นนี้จะส่งผลให้คนฟังรู้สึกมีศรัทธาในคนเล่าเรื่อง ซึ่งการแสดงออกถึงความกังวลใจต้องมีองค์ประกอบทั้งภาษากาย การใช้น้ำเสียงที่อ่อนนุ่มเพื่อแสดงให้เห็นถึงความกังวลใจที่มีต่อคนฟังนั่นเอง

คำที่ 8 “ผลการวิจัยของสถาบัน…พบว่า…”

เป็นที่นิยมในการเล่าเรื่อง เช่นโฆษณาต่าง ๆ มักนำมาใช้คือการใช้การอ้างอิงที่เป็นงานวิจัย ดังนั้นคำพูดที่ทรงพลังต่อคนฟัง คือการอ้างอิงผลการทดลอง ผลวิจัย จากสถาบันที่น่าเชื่อถือ หรือการรีวิวจากคนที่เคยใช้มาก่อน ทำให้มีความน่าเชื่อถือและคนฟังจะเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลการวิจัยหรือผลการทดลองควรจะเป็นการศึกษาเชิงปริมาณ มีตัวเลขที่ชี้ชัด ผลการสำรวจ หรือข้อมูลที่ได้รับการรับรองแล้ว ดังนั้นในการเล่าเรื่องผู้เล่าเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลที่จะนำมาใช้ว่ามีข้อเท็จจริงอยู่จริง ทำให้เกิดพลังต่อคนเล่าเพิ่มขึ้นทันที

คำที่ 9 “ผมอยู่ข้างเดียวกับคุณ…”

ในชีวิตจริงคนทุกคนต้องการมีพรรคพวก คิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน เช่นมีคนที่คิดเหมือนกัน เผชิญชะตากรรมเดียวกันมาก่อน มีประสบการณ์เช่นเดียวกัน ดังนั้นคำพูดที่ทรงพลังคือการที่ผู้เล่าเรื่องพูดว่า “ผมอยู่ข้างคุณตลอดเวลา เพราะปัญหาที่คุณเจอคือปัญหาเดียวกับที่ผมเคยเจอมาเช่นกัน…” คำพูดเช่นนี้จะทรงอิทธิพลต่อคนฟังเป็นอย่างมาก คนฟังจะรู้สึกอบอุ่นใจเพราะมีคนเล่าเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกันมาก่อน จึงทำให้คล้อยตามต่อเรื่องเล่าทันที

คำที่ 10 “ข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นว่า….”

ในบางครั้งการเล่าเรื่องบางเรื่องก็ไม่มีข้อมูลที่ผ่านการค้นคว้าวิจัยมาก่อน แล้วคนเล่าเรื่องจะทำอย่างไรให้คำพูดของตนเองยังคงทรงพลังต่อคนฟัง การใช้ข้อมูลอ้างอิงที่เป็นประสบการณ์ของคนเล่าเรื่องก็สามารถทำได้เช่นกัน เช่น ประสบการณ์ตรงของคนเล่าเรื่องในอดีต การรีวิวสินค้า ประสบการณ์ตรงของคนที่เคยใช้มาก่อนก็ได้เช่นกัน ซึ่งถ้าประสบการณ์ของคนเล่าเรื่องคล้ายกับคนฟังก็จะทำให้คนฟังเชื่อมากขึ้น คำพูดเช่นนี้จะทรงพลังต่อคนฟังเป็นอย่างยิ่ง

“หลักสูตรอบรม Storytelling”

คำที่ 11 “เราต่างมีเป้าหมายเดียวกัน” หรือ “เราต่างเผชิญความท้าทายเดียวกัน”

คนส่วนใหญ่มักมองสังคมมากกว่าตนเอง ซึ่งถ้าสังคมว่าเช่นไร ก็จะทำตามสังคน โดยไม่คำนึงว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด การตัดสินใจของคนหมู่มากในสังคมจะส่งผลถึงคนในสังคมนั้นทันที ดังนั้นการที่คนหลายคนมีเป้าหมายเดียวกันจึงมีพลังมากกวว่าคนเพียงคนเดียว คำพูดที่ทำให้คนฟังเชื่อมั่นคือการทำให้ทุกคนเห็นว่าเรามาแบ่งปันข้อมูลกันในสภาวะที่คนเล่าเรื่องมีความท้าทายที่เหมือน ๆ กันนั่นเอง จะประสบความสำเร็จไปด้วยกัน หรือ “เรามีความท้าทายเดียวกัน จึง……”

คำที่ 12 “สิ่งที่คุณกำลังคิด ขอให้เข้าใจว่า ผมเคารพต่อการตัดสินใจของคุณเสมอ”

คนทุกคนต้องการให้คนอื่นยอมรับเสมอ จิตวิทยาเช่นนี้ยังใช้ได้ในทุกโอกาส และได้สำหรับทุกคน การที่คนเล่าเรื่องแสดงให้เห็นว่าตนเองเคารพในความคิดของคนฟัง ไม่ว่าหลังจากฟังเรื่องราวไปแล้วคนฟังจะตัดสินใจเช่นไร คนเล่าเรื่องก็ยินดีที่จะปฏิบัติตาม ซึ่งคำพูดเช่นนี้ทรงพลังต่อความรู้สึกของคนฟัง ทำให้คนฟังรู้สึกไม่กดดันต่อคนเล่าเรื่อง เพราะคนเล่าเรื่องเข้าใจความรู้สึกของคนฟัง ทำให้อารมณ์ในขณะนั้นคนฟังยินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์ให้คนเล่าเรื่องที่เพิ่มมากขึ้น

คำที่ 13 “ผมเข้าใจมุมมองของคุณเป็นอย่างดี”

คนทุกคนเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจตนเองเสมอ เช่นคำที่มักพบบ่อย ๆ เช่น “ฟังฉันบ้างนะ” คนทุกคนเป็นเช่นเดียวกันที่เรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจ ดังนั้นการที่คนเล่าเรื่องใช้คำว่า “ผมเข้าใจสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่” หรือ “ผมเข้าใจในสิ่งที่คุณอธิบายออกมา” คำพูดเช่นนี้จะมีพลังต่อคนฟังทันที ทำให้คนฟังมีความรู้สึกที่เป็นมิตร อยากพูดคุยและอยากเปิดใจด้วยในทันที และคล้อยตามคนเล่าเรื่องทันที

คำที่14 “ไม่อยากทิ้งใครไว้ข้างหลัง..”

ทุกคนจะมีความรู้สึกเมื่อถูกทอดทิ้ง คนฟังจะรู้สึกไม่มีใครเหลียวแล จึงอยากไปด้วยกัน คำถูดที่ทรงพลังต่อคนคนฟังคือการที่คนเล่าเรื่องพยายามแสดงเจตนาดีถึงความปรารถนาที่จะให้ทุกคนที่ฟังเรื่องราวเติบโตไปด้วยกัน ประสบความสำเร็จไปด้วยกัน คนเล่าเรื่องจึงไม่อยากทิ้งใครไว้ คำพูดเช่นนี้จึงทรงพลังต่อคนฟังเป็นอย่างมาก

Storytelling เป็นทั้งศาสตร์และศิลป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝนในหลักสูตรอบรม Storytelling เพราะการที่คนจะเล่าเรื่องได้ดี ทำให้คนคล้อยตามได้ ต้องเข้าใจจิตวิทยาคนฟังให้มาก ๆ ซึ่งการเรียนรู้หรืออบรม Storytelling อย่างจริงจัง เป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะทำงานในตำแหน่งใดก็ตาม เช่นถ้าทำงานในฝ่ายขายสามารถนำ Storytelling เพื่อปิดการขาย หรือ ถ้าเป็น ผู้จัดการ ก็สามารถที่จะนำ Storytelling เพื่อมาโน้มน้าวใจพนักงานให้คล้อยตามได้เช่นกัน ถ้าเป็นพนักงานก็เข้าใจการเล่าเรื่องเพื่อนำเสนอผู้จัดการสร้างผลงานได้เป็นอย่างดี เมื่อไรก็ตามที่ศึกษาเรื่องStorytelling อย่างจริงจังจะทำให้เกิดประโยชน์มากมายต่อความสำเร็จของคนทุกคน  ฝากไว้ให้คิด..

“หลักสูตรอบรม Storytelling”

หลักสูตร Storytelling
หลักสูตร Storytelling เพื่อการปิดการขาย

UA-75256908-1