“อย่าประเมินคุณค่าตนเองที่ต่ำเกินไป

จงเพิ่มระดับผลงานของคุณให้เป็นไปตามที่คาดหวัง

เพียงเปิดใจฟังเสียงสะท้อนที่จากคนรอบข้าง

แล้วเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลง”

 

 

20 ข้อเรียกร้องจากลูกน้องถึงหัวหน้า

ดร.สุรชัย โฆษิตบวรชัย

ในสังคมการทำงาน ผู้จัดการบางคมมักคิดว่าตนเองนั้นมีอำนาจสูงสุด จะทำอะไรก็ได้ ทำให้บางครั้งงานออกมาไม่ดี หรือไม่มีผลงาน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผลงานของผู้จัดการมาจากการร่วมแรงร่วมใจของพนักงานที่จะทุ่มเทช่วยหลือสนับสนุนให้ผู้จัดการบรรลุตามเป้าหมายหรือไม่ ดังนั้นการสังเกตผลงานของผู้จัดการให้มองดูที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดการกับพนักงานว่ามีมากน้อยเพียงใด ถ้าความสัมพันธ์ดีต่อกันผลงานก็จะมีมาก และมีคุณภาพที่ดีพอ แต่เมื่อใดก็ตามที่ความสัมพันธ์ลดลง ผลงานของทีมงานรวมถึงผลงานของผู้จัดการก็ลดลงเช่นกัน

มีผู้เรียนหลักสูตรอบรมผู้จัดการอัจฉริยะ The Super Manager ได้แชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่า..

“มีโอกาสได้พูดคุยกับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลเป็นอย่างมาก ซึ่งดูได้จากกระบวนการในการพัฒนาคน ทำให้เป็นบุคลากรคุณภาพขององค์กร สร้างความสำเร็จให้กับองค์กรมากมาย ซึ่งนักธุรกิจญี่ปุ่นท่านนี้ได้บอกว่าได้เล่าให้ฟังว่า ในประเทศญี่ปุ่น ผู้จัดการเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จหรือไม่ โดยเฉพาะการบริหารพนักงานให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเป้าหมายร่วมกันคือประสบความสำเร็จ ผู้จัดการจึงเป็นบุคคลที่จะนำพาให้องค์กรดำเนินไปในทิศทางที่จะทำให้องค์กรเจริญก้าวหน้าหรือถ้าผู้จัดการคนนั้นไม่มีความสามารถก็จะทำให้ องค์กรหรือทีมงานอยู่ในสภาวะที่ตกต่ำ ดังนั้นพนักงานส่วนใหญ่อยากจะทำงานกับผู้จัดการที่มีคุณภาพ หรือมีศักยภาพจะนำพาให้พนักงานประสบความสำเร็จด้วยกัน”

ในทางปฏิบัติยังมีผู้จัดการจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิดในเรื่องการบริหารทีมงาน คิดว่าตนเองเป็นผู้จัดการจะทำอะไรก็ได้เพราะมีอำนาจในฐานะที่เป็นผู้จัดการอยู่ในมือ มีพนักงานที่คอยช่วยเหลือ ให้การสนับสนุน ทำให้ผู้จัดการหลายคนเพิกเฉยต่อหน้าที่ของตนเอง ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ(Do) แต่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ(Do’t)  เช่น ผู้จัดการทำงานไม่เป็น ไม่กระตือรือร้น ทัศนคติไม่ทำงานเป็นลบ ไม่ทำงานเชิงรุก ลำเอียง ไม่เข้าใจในเนื้องานที่แท้จริง บุคลิกของผู้จัดการที่เป็นเช่นนี้ส่งผลถึงผลงานของผู้จัดการในทางลบ เพราะไม่มีพนักงานอยากสนับสนุนผู้จัดการที่เป็นเช่นนี้ พนักงานขาดกำลังใจและบางคนถึงกับลาออกไปเลยก็มี ถ้าต้องทำงานร่วมกับผู้จัดการเช่นนี้ ยิ่งแย่ไปกว่านั้นผู้จัดการบางคน เมื่อผลงานออกมาไม่ดี มักจะโทษพนักงานว่าทำงานไม่ดี ยิ่งทำให้เพิ่มความไม่พอใจให้กับพนักงาน เพราะพนักงานไม่มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงต่อผู้บริหารระดับสูง และถ้ายังคงปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะเกิดความไม่พอใจที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เป็นข้อขัดแย้งมากมายระหว่างผู้จัดการและพนักงาน ทางออกที่ดีที่สุดคือผู้จัดการต้องเปิดใจเรียนรู้แนวทางที่ตนเองต้องใช้ในการบริหารจัดการพนักงาน โดยฟังเสียงสะท้อนจากพนักงานที่เป็นลูกน้องว่าต้องการอะไรในการบริหารจัดการของผู้จัดการ

ในประเทศญี่ปุ่นมีการสำรวจพนักงานในองค์กรถึงความคาดหวังที่พนักงานที่มีต่อผู้จัดการของเขาในการทำงาน ซึ่งผลจากการสำรวจความต้องการของพนักงานจะเป็นเครื่องมือสะท้อนภาพการทำงานของผู้จัดการ และอธิบายได้ถึงคุณลักษณะของผู้จัดการที่พนักงานต้องการ ซึ่งผู้จัดการที่ผู้จัดการต้องการไม่ใช่ผู้จัดการในฝัน ถ้าในฝันคือไม่มีผู้จัดการดี ๆ เช่นนี้อยู่จริงแต่ พนักงานเชื่อว่าผู้จัดการของพวกเขาทำได้ตามที่พนักงานอยากเห็น จึงขอให้ผู้จัดการเข้าใจว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่พนักงานมีความรู้สึกที่ดีต่อการบริหารของผู้จัดการ พนักงานก็จะมีกำลังใจในการทำงาน ทุ่มเทตนเองในการทำงาน ทำให้งานมีประสิทธิภาพ และส่งผลถึงประสิทธิผลทันที

“หลักสูตรอบรมผู้จัดการอัจฉริยะ”

 

ในการอบรมหลักสูตรผู้จัดการอัจฉริยะ หรือ The Super Manager ได้มีการรวมตัวกันของผู้จัดการจำนวนมากได้ปรึกษากัน โดยนำมาประกอบกับข้อมูลจากนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่ได้สำรวจพนักงานญี่ปุ่นในเรื่องการบริหารงานของผู้จัดการ และข้อเรียก ร้องของพนักงานที่มีต่อห้วหน้าหรือผู้จัดการ  ทำให้ทราบ 20  ข้อเรียกร้องที่พนักงาน อยากให้ผู้จัดการเป็น และเป็นต้นแบบที่ดี นำความสำเร็จให้องค์กร ใครมีครบถือว่าองค์กรนั้นโชคดีมีผู้จัดการอัจริยะ แต่ถ้าใครมีบางข้อรีบแก้ไข เปิดใจเรียนรู้และปรับปรุงอย่างเร่งด่วน ดังต่อไปนี้

1.ผู้จัดการที่ขยันดูงาน

เป็นความคาดหวังที่พนักงานต้องการจากผู้จัดการของเขาสนใจในงานที่พนักงานทำ ไม่ว่างานนั้นจะออกมามีคุณภาพอย่างไร เพราะพนักงานต้องการคำแนะนำหรือคำชมจากผู้จัดการของพวกเขา ผู้จัดการอัจฉริยะจะคอยเอาใจใส่ในการทำงานทุกอย่างที่เกิดขึ้นในองค์กร ลงพื้นที่การทำงาน สำรวจงานเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่พนักงานทำผิดพลาดหรือทำได้ดีก็ตาม การขยันลงตรวจเช็คข้อมูลอยู่ตลอดเวลา หรือเข้าไปดูเป็นพิเศษในกรณีที่งานนั้นมีปัญหา ทำให้พนักงานมีกำลังใจและผู้จัดการจะมีข้อมูลในการตัดสินใจตลอดเวลา

2.ผู้จัดการที่มีความถนัดในเนื้องาน

เมื่อไรก็ตามที่พนักงานมีปัญหาในการทำงาน พวกเขาต้องการคำแนะนำจากพนักงานที่ถูกต้องเพื่อให้ทำงานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้าผู้จัดการอัจฉริยะจะมีความรู้ถนัดในเนื้องานที่รับผิดชอบจะให้คำแนะนำได้ดี จึงเป็นหน้าที่ที่ผู้จัดการต้องเร่งที่จะพัฒนาความรู้ของตนเองให้รู้ลึก รู้จริง ทำได้ เรียกได้ว่ามีความถนัดในเนื้องานนั้น ๆ อย่างจริงจัง

3.ผู้จัดการที่มีวิสัยทัศน์

ในการทำงานนั้นทุกคนต้องการความก้าวหน้า และอยากเห็นองค์กรก้าวหน้าเช่นกัน ความคาดหวังที่พนักงานมีต่อผู้จัดการของเขาคือการที่เป็นผู้จัดการที่มองกาลไกลเข้าใจในสถานะการณ์ที่เป็นจริงขององค์กร ว่าจะมีทิศทางอย่าง ไร ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือไม่ดี สามารถกำหนดทิศทางในอนาคตขององค์กรได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการเข้าใจวิสัยทัศน์ของผู้จัดการจะชาวยให้พนักงานมีแนวทางในการทำงานได้อย่างชัดเจน ผลดีที่ตามมาคือขจัดปัญหาความสับสนเรื่องการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพเช่นกัน

4.ผู้จัดการที่รู้จริงถึงปัญหา

มีผู้จัดการหลายคนที่นั่งรอลูกน้องมารายงานความคืบหน้าให้ตนเองทราบถึงปัญหา ทำให้การตัดสินใจล่าช้า ซึ่งบางเหตุการณ์ทำให้ไม่ทันกต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้จัดการที่ดีจึงจะมีความไวต่อการรับรู้ในเรื่องของปัญหาแบบทันเวลา ทันที ทำให้ต้นทุนในการแก้ปัญหาลดลง ผู้จัดการอัจฉริยะจถูกสอนให้เข้าใจถึงรายละเอียดของงานเพื่อมั่นใจว่าจะรู้จริงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในการงานนั้น ๆ การตัดสินใจก็จะมีโอกาสพลาดน้อยมาก  

5.ผู้จัดการที่ชื่นชมอย่างจริงใจ

ในบทเรียนของหลักสูตรอบรมผู้จัดการอัจริยะจะมีช่วงหนึ่งที่บอกว่า พนักงานทุกคนต้องการคำชมจากผู้จัดการของเขา ซึ่งผู้จัดการบางคนอาจจะให้คำชมที่แฝงด้วยความไม่จริงใจ ทำให้พนักงานจับได้ว่าคำชื่นชมหล่านั้นไม่ได้มาจากความรู้สึกจริง ๆ ของผู้จัดการ ทำให้เสียความรู้สึกต่อผู้จัดการนั้นทันที ดังนั้นการเป็นผู้จัดการอัจฉริยะจำเป็นต้องให้ความจริงใจกับพนักงานทั้งต่อหน้าและลับหลัง ถ้าจะชื่นชมพนักงานในการทำงานก็ต้องออกมาจากใจ เพราะคำพูดที่มาจากใจจะบ่งบอกได้ถึงการแสดงออกของผู้จัดการอัจฉริยะนั้น ๆ ใช่เพียงแค่สื่อสารให้คนอื่นรับรู้เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการตำหนิ ติเติยน พนักงานซึ่งหน้า เพราะจะทำให้พนักงานรู้สึกเสียขวัญและเสียหน้าต่อเพื่อนร่วมงาน ส่งผลเสียมากมาย

6.ผู้จัดการที่มีเหตุมีผล

พนักหลายคนรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการบริหารจัดการที่ไม่มีเหตุผลของผู้จัดการของพวกเขา เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ยิ่งไปกว่านั้นผู้จัดการบางคนมีนิสัยที่เอาแต่ใจตนเอง นำความคิดของตนเองมาเป็นที่ตั้ง ไม่รับฟังความคิดเห็นจากพนักงาน หรือแม้แต่คนรอบข้าง ผู้จัดการอัจริยะจะถูกฝึกให้มีแนวทางนำเหตุผลมาเป็นที่ตั้งในการตัดสินใจ เป็นแนวทางการบริหารที่มีเหตุมีผล มีเกณฑ์ในการตัดสินใจตามหลักวิธี ไม่ใช้อารมณ์มาเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่การตัดสินใจเพียงแค่รับฟังจากคนรอบข้าง คนใกล้ชิด ทำให้ข้อมูลที่ได้รับมีความเบี่ยงเบน และตัดสินใจเกิดความผิดพลาดในที่สุด

7.ผู้จัดการที่เข้าใจการใช้ข้อมูล

การตัดสินใจเป็นหัวใจการบริหารจัดการ ซึ่งผู้จัดการบางคนไม่มีหลักในการตัดสินใจ ทำให้เกิดปัญหาตามมาจากการตัดสินใจที่ไม่ถูกวิธี ในวันหนึ่ง ๆ ผู้จัดการจะมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจมากมายและลองจินตนาการดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผู้จัดการไม่มีการนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ ผลเสียมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าของการทำงาน การตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่เกิดประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล ผู้จัดการอัจฉริยะจึงมีแนวทางในการนำข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ การเรียนรู้ข้อมูล การค้นหาข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ ผู้จัดการอัจริยะทุกคนจึงต้องเรียนรู้การใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์ก่อนการตัดสินใจลงมือกระทำสิ่งใดลงไป

8.ผู้จัดการที่มาเช้า และเลิกงานที่หลัง

เป็นเรื่องจริงของผู้จัดการในประเทศญี่ปุ่นมักจะมาทำงานก่อนพนักงานและเลิกงานดึกกว่า จนหลายคนมักบอกว่าผู้จัดการมีหน้าที่เปิด-ปิดสำนักงาน ผู้จัดการที่ดีจะเป็นต้นแบบให้แก่พนักงานทั่วไปรับรู้ถึงการมาทำงาน เป็นการฝึกวินัยให้พนักงานในการมาทำงานตรงเวลาและข้อดีของการมาทำงานเช้าคือการมีเวลาพอในการทบทวนงานที่ต้องทำในวันนั้น ๆ หรือทบทวนถึงความผิดพลาดของงานที่ผ่านมา ทำให้มีการเตรียมการทำงานในวันนี้ ให้ลุล่วงด้วยดี ข้อดีของการมาเช้าอีกอย่างคือการได้เห็นบรรยากาศโดยรวมของที่ทำงาน ทำให้มีข้อมูลและเข้าใจถึงพฤติกรรมของพนัก งานของตนเองต่อความมุ่งมั่นในการทำงานมากน้อยแค่ไหน บางคนมาเช้า บางคนมาสายเป็นต้น

9.ผู้จัดการ 24 ชม.

โต๊ะทำงานในบริษัทที่ประเทศญี่ปุ่นจะเปิดถึงกันหมด ไม่มีการกั้นเป็นห้อง โดยเฉพาะไม่มีห้องของผู้จัดการ การเข้าหาผู้จัดการของพนักงานก็จะทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเกรงใจมาก ถ้าเทียบกับการกั้นเป็นห้องผู้จัดการ เพราะพนักงานบางคนรู้สึกเกรงใจไม่กล้ารบกวนถ้าผู้จัดการอยู่ในห้อง  การเป็นผู้จัดการอัจริยะจึงต้องเป็นผู้จัดการที่เข้าถึงง่าย หรือสามารถติดต่องานได้ตลอดเวลา เวลาที่พนักงานมีปัญหาหรือต้องตัดสินใจในเรื่องใด ๆ ก็ตาม สิ่งเดียวที่พนักงานจะมองหาคือมองว่าผู้จัดการของพวกเขามีเวลาพอในการให้คำปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาหรือไม่ พนักงานจึงคาดหวังที่จะเข้าหาผู้จัดการเพื่อปรึกษางานหรือเมื่อมีปัญหาได้ตลอดเวลา ในห้องอบรมหลักสูตรผู้จัดการอัจฉริยะจะมีเคสหนึ่งที่มีการปรึกษากันระหว่างผู้จัดการที่เข้าเรียนคือการที่ผู้จัดการไม่อยู่ให้พนักงานได้ปรึกษา ไม่อยู่ที่โต๊ะบ้าง ไม่อยู่ที่ห้องบ้าง เมื่อพนักงานต้องการคำแนะนำ และเมื่อไม่มีผู้จัดการแนะนำได้ ทำให้พนักงานทิ้งเรื่องสำคัญนั้นไปทันที หรือพนักงานบางคนกล้าหน่อยก็เข้าหาผู้บริหารระดับสูงแทน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องในการบริหารงาน

10.ผู้จัดการที่มีอารมณ์ดี

ปัญหาในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานคือการทำงานอยู่ภายใต้ความกดดัน หรือสภาวะที่ตึงเครียด นอกจากบรรยากาศที่ตึงเครียดจากการทำงาน ยังตึงเครียดจากผู้จัดการขี้หงุดหงิด ทำให้การทำงานไม่สนุก ความคาดหวังที่พนักงานมีต่อผู้จัดการคือการที่มีผู้จัดการที่มีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใจ เบิกบาน มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ตลกเป็นบางเวลา ทำให้มีความอบอุ่นเมื่ออยู่ใกล้ชิด ผู้จัดการอัจฉริยะจึงถูกบ่มเพาะให้เป็นผู้จัดการที่มีนิสัยร่าเริง อารมณ์ดี ไม่หงุดหงิด ทำให้พนักงานสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ในมุมมองของพนักงานที่มีต่อผู้จัดการอัจริยะ คือเมื่อผู้จัดการมีอารมณ์ดี โลกทั้งใบก็จะดูสดใสขึ้นทันที  พนักงานทุกคนก็จะมีกำลังในการทำงานให้ดีขึ้น

 

11.ผู้จัดการที่มีคำสั่งชัดเจน

ปัญหาหลัก ๆ ในการทำงาน ทำให้งานไม่รื่นไหล คือการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน ทั้งคนสื่อสารและคนฟัง และถ้าคนฟังคือพนักงานที่เกรงใจผู้จัดการไม่กล้าสอบถามถึงความชัดเจน ว่าคำสั่งที่ผู้จัดการกำลังสั่งต้องการอะไรกันแน่ ก็จะส่งผลถึงปัญหาตามมามากมาย ความคาดหวังของพนักงานที่มีต่อผู้จัดการของเขาคือการสั่งงานที่ชัดเจน ไม่กำกวม หรือคำสั่งที่ไม่ต้องคิดมาก ซึ่งงการผู้จัดการอัจฉริยะไม่เพียงแต่สั่งการที่ชัดเจนแล้ว ยังต้องมีการทบทวนคำสั่งเพื่อมั่นใจว่าพนักงานมีความเข้าใจที่ดีพอในการทำงานจนสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง

12.ผู้จัดการที่เข้าใจหลักการสอน

การสอนงานเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาพนักงานในทีมงาน ผู้จัดการบางคนคาดหวังให้บุคคลภายนอกเป็นผู้สอน เป็นวิทยากร เป็นอาจารย์ แต่ความจริงนั้น พนักงานคาดหวังที่จะได้รับความรู้จากหัวหน้าของตนเอง เพราะหัวหน้าคือผู้จัดการจะเข้าใจในเนื้องานมากที่สุด การสอนงานก็จะตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการและนำไปใช้ในการทำงานได้จริง ซึ่งผู้จัดการอัจริยะจะมีเทคนิคต่างๆ ที่ใช้ในการสอนงาน ทำให้บรรยากาศการเรียนรู้ไม่น่าเบื่อ สนุก พนักงานจะรู้สึกตื่นตัวในการฟัง และทำความเข้าใจในเนื้องานที่ผู้จัดการอัจฉริยะได้สอนพวกเขานั่นเอง

13.ผู้จัดการที่ไม่อยู่แต่ในห้องทำงาน

มีผู้จัดการจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิด นั่งทำงานแต่ในห้อง ถ้าพนักงานคนไหนมีปัญหา ก็จะเดินเข้ามาเคาะประตูเพื่อขอคำแนะนำ เรียกได้ว่าเป็นผู้จัดการหมกตัวอยู่แต่ในห้องทำงาน และรอคอยให้ลูกน้องเข้ามาเพื่อรายงาน ผลที่ตามมาคือทำให้งานล่าช้า ไม่บรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ เพราะผู้จัดการไม่สามารถอัพเดทข้อมูลแบบทันเวลา ในประเทศญี่ปุ่นมีแนวทางในการทำงานของผู้จัดการแจริยะ สำหรับผู้จัดการอัจฉริยะ คือนั่งทำงานร่วมกับพนักงาน แบบหันหน้าชนกัน เพื่อผู้จัดการจะได้มองเห็นอย่างทั่วถึง และถ้ามีปัญหาเร่งด้วยก็สามารถตะโกนคุยกันได้ทันที..

14.ผู้จัดการที่ไม่ชอบวัวหายแล้วล้อมคอก

จะเห็นว่าในการประชุมในแต่ละวันส่วนใหญ่เป็นการประชุมเพื่อหาทางแก้ปัญหา ทำให้ทุกคนแทบจะไม่ได้ทำงานที่ตนเองวางแผนงานไว้ และก็มีผู้จัดการบางคนเมื่อประชุมแล้วก็ไม่พร้อมจะแก้ปัญหาอีก ทำให้ปัญหาหมักหมมเป็นเวลานาน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หลักสูตรผู้จัดการอัจฉริยะจะเน้นให้ผู้จัดการคาดการณ์ปัญหาว่าจะเกิดอะไรขึ้นในการตัดสินใจครั้งหนึ่งแล้วจะหาทางแก้ปัญหาได้อย่างไร เพื่อไม่ต้องเสียเวลามาคอยแก้ปัญหาที่ตามมาเป็นระยะ ๆ จนทำให้ปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะกว่าจะรู้ก็สายเกินแก้ไขได้ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายไปอย่างเปล่าประโยชน์

15.ผู้จัดการที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค

หัวใจของการทำธุรกิจ คือการมุ่งเน้นหารายได้เข้าองค์กร เพราะรายได้คือน้ำหล่อเลี้ยงที่ดีที่สุดที่ทำให้ทุกคนมีขวัญกำลังใจในการทำงาน เพราะเมื่อองค์กรมีรายได้ ก็จะทำให้มีงบประมาณมาใช้ในการทำงานต่าง ๆ รวมถึงการให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับพนักงานเช่นกัน ผู้จัดการอัจฉระจะเรียนรู้แนวทางทำให้เข้าใจการทำธุรกิจ ด้วยการเข้าใจสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการหรือไม่พอใจหรือไม่ต้องการ และเมื่อผู้จัดการตัดสินใจก็จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจและยินดีที่จะซื้อสินค้าจากบริษัท ผู้จัดการอัจฉริยะจะเฝ้าระวังถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคเพราะถ้าผู้จัดการรับรู้ได้ถึงเรื่องผิดปกติจากพฤติกรรมผู้บริโถค ก็ต้องสื่อสารให้ทุกคนในองค์กรรู้สึกถึงความผิดปกติเช่นกัน เพื่อร่วมใจกันหาทางแก้ไขเพื่อสร้างความพอใจให้ลูกค้า ทำให้เป็นลูกค้าระยะยางต่อองค์กร

16.ผู้จัดการที่สร้างบรรยากาศในการทำงาน

บรรยากาศในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะการมีบรรยากาศที่ดีจะทำให้ทุกคนอยากทำงาน ทำให้พนักงานมีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน ช่วยเหลือกัน ผู้จัดการอัจฉริยะจะมีการตื่นตัวตลอดเวลา ทำให้บรรยากาศอบอุ้นน่าทำงานด้วย ในคลิปการสร้างแรงจูงใจที่ไม่ใช่ตัวเงิน หนึ่งในแรงจูงใจคือการมีบรรยากาศที่ดีในการทำงานผู้จัดการต้องไม่พยายามสร้างบรรยากาศที่ไม่สนับการทำงานร่วมกัน เช่นมีข้อขัดแย้งในระหว่างการทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องจริงของผู้จัดการรุ่นเก่าที่มักเข้าใจผิดกลัวลูกน้องรวมตัวกันมาเจรจาต่อรองเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ทำให้ผู้จัดการไม่สามารถเจรจาต่อรองได้เพราะลูกน้องรวมหัวกัน ผลที่ตามมาคืองานไม่เดินหน้า ต่างฝ่ายต่างทะเลาะกัน ไม่พอใจกัน ทำให้ไม่มีผลผลิตที่ดีในการทำงานแนวทางเช้นนี้ทำให้องค์กรไม่เติบโต ผู้จัดการอัจริยะจะเน้นการสร้างบรรยากาศให้ทุกคนรักกัน ช่วยเหลือกัน ทำงานเป็นทีม ทำให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

17.ผู้จัดการที่มองถึงอนาคตของบริษัท

ผู้จัดการจำนวนไม่น้อยที่มักมองถึงผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ขององค์กร ทำให้พนักงานทุกคนเดือดร้อน เพราะทำงานไม่ได้เป้าหมายตามที่ต้องการ โดยมักให้ข้ออ้างว่าเกิดจากการที่พนักงานไม่ขยันตั้งใจ ทั้ง ๆ ที่พนักงานทุ่มเทให้กับการทำงาน อาการเช่นนี้เป็นอาการของผู้จัดการที่ไม่มองถึงอนาคตของบริษัทว่าจะเป็นเช่นไร จะเติบโตไปในทิศทางไหน เพราะวัน ๆ ทำแต่เรื่องส่วนตัวหรือเรื่องที่ตนเองสนใจเท่านั้น ซึ่งผู้จัดการอัจฉริยะ จะเน้นการให้ความสำคัญกับทิศทางขององค์กร เป็นเรื่องสำคัญว่าจะมีมิศทางไปในทิศทางไหนในอนาคต และคิดวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรมีแนวทางเดินไปข้างหน้าและมีทิศทางในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน

18.ผู้จัดการที่บุคลิกลักษณะเฉพาะตัว

ในการประชุมในห้องอบรมหลักสูตรผู้จัดการอัจริยะ The Super Manager มีผู้จัดการจำนวนไม่น้อยที่มักสอบถามว่าผู้จัดการที่ดีควรเป็นเช่นไร เพื่อจะได้ทำตามหรือเลียนแบบ ไม่ต้องเสียเวลาคิด โดยลืมไปว่าบุคลิกลักษณะของคนแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป ทำให้แนวทางการบริหารจัดการก็แตกต่างกันออกไปเช่นกัน ซึ่งผู้จัดการอัจฉริยะจะเข้าใจในเรื่องบุคลิกลักษณะที่ชัดเจนในการบริหารจัดการหรือแนวทางการทำงานที่มีรูปแบบที่ชัดเจน เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่เจ้านายที่ไร้รูปแบบการทำงาน ไม่อยู่กับร่องกับรอย ทำให้พนักงานมีความสับสน ถ้าผู้จัดการเป็นเช่นนี้ บอกได้เลยว่างานจะไม่เดินไปข้างหน้าอย่างแน่นอน

19.ผู้จัดการที่มีความยอมรับผู้อื่น

ไม่มีใครเก่งมากที่สุดในการทำงาน พนักงานบางคนเก่วเรื่องหนึ่ง หรือผูจัดการบางคนเก่งอีกเรื่องหนึ่ง  จิตวิทยาการบริหารคนของผู้จัดการอัจฉริยะคือการยอมรับในการทำงานของลูกน้อง ไม่ใช่เป็นผู้จัดการที่ชอบโชว์ผลงานของตนเองว่าทำนั่น ทำนี่ได้ดี หรือปรียบเทียบการทำงานของตนเองกับพนักงานในทีมงาน เช่นเมื่อพนักงานนำงานมาส่ง มักจะบอกว่าตนเองทำได้ดีกว่า ทำให้ผู้จัดการไม่ฟังในสิ่งที่คนอื่นพูด ในเมื่อผู้จัดการบอกว่าตนเองทำงานได้ดีกว่า พนักงานส่วนใหญ่จึงรอผู้จัดการของเขาเป็นผู้ตัดสินใจทำ ซึ่งทำให้เกิดผลเสีย คือพนักงานไม่ได้ฝึก ไม่มีความก้าวหน้ในงาน ผู้จัดการอัจฉริยะที่จะให้คำแนะนำคนอื่นและเมื่อเขานำงานมาส่ง ก็จะยอมรับผลงานของพนักงาน เลื่อมใสบุคคลที่มีความสามารถ และที่สำคัญ ผู้จัดการอัจฉริยะต้องแบบอย่างที่ดี ให้กับพนักงานสัมผัสได้ ไม่ใช่เชื่อมั่นเฉพาะตนเองว่ามีแต่ตนเองเท่านั้นที่จะเก่งที่สุด ทำได้ทีที่สุดเท่านั้น

20.ผู้จัดการที่พบประลูกค้าเป็นประจำ

หน้าที่ของผู้จัดการคือการเป็นตัวแทนขององค์กรต่อคนข้างนอก หมายถึงว่าในบางครั้งต้องมีการติดต่อลูกค้าหรือหน่วยงานข้างนอก เพื่อนำเสนองาน หรือการเข้าเยี่ยมลูกค้า  ซึ่งข้อดีของการเข้าเยี่ยมลูกค้า คือทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่น แต่มีผู้จัดการจำนวนไม่น้อยที่ไม่เยี่ยมลูกค้า ชอบทำงานแต่ในสำนักงาน ส่งให้พนักงานไปเยี่ยมลูกค้า เช่นช่วงเทศกาลก็ไม่มีการไปแสดงความยินดีกับลูกค้า  ผลเสียที่ตามคือองค์กรขาดความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ลูกค้าไม่ต้องการสั่งซื้อสินค้าอีกต่อไป เคยมีลูกชายเจ้าของกิจการแห่งหนึ่ง เข้ามาอบรมหลักสูตร 8 ขั้นตอนการเป็นนักขายมืออาชีพ ได้เล่าให้ฟังว่ามารับช่วงธุรกิจต่อจากคุณพ่อ ซึ่งคุณพ่อเป็นคนที่บุกเบิกธุรกิจ เข้าหาลูกค้า สอบถามความต้องการจากลูกค้า สร้างความประทับใจให้ลูกค้า ซึ่งเมื่อลูกชายเข้ามาสานต่อธุรกิจของคุณพ่อกลับไม่ออกเยี่ยมลูกค้า ใช้การสั่งการให้ทีมงานลงพื้นที่เยี่ยมเยียนแทน ผลคือยอดขายไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หลังจากเปลี่ยนแนวทางการทำงาน ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนลูกค้า ทำให้ทราบถึงปัญหาที่ต้องตัดสินใจ ลูกค้าพึงพอใจ และทำให้ยอดขายดีกว่าเดิมทันที การเป็นผู้จัดการอัจฉริยะจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับลูกค้า โดยการเข้าพบ พูดคุย และยอมรับถึงปัญหาถ้าลูกค้า ถ้ามีการต่อว่าจากลูกค้า ไม่ว่าเรื่องนั้นจะแก้ไขได้หรือไม่ก็ตาม 

ผู้จัดการ หรือ ผู้บริหาร คนไหนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ต้องเริ่มกลับมาทบทวนแนวทางในการบริหารของตนเองว่าเป็นไปตาม 20 ข้อเรียกร้องของพนักงานที่มีต่อหัวหน้าของเขาอย่างไรบ้าง ขอให้ผู้จัดการเข้าใจว่าพนักงานทุกคนมีจิตใจที่ดีอยากให้องค์กรเติบโต แต่ในทางปฏิบัติพนักงานทำอะไรทั้งหมดด้วยตัวเองไม่ได้ จึงต้องมีผู้จัดการคอยบริหาร สั่งการและตัดสินใจให้พวกเขาได้ทำ คราวนี้ใครก็ตามที่เป็นผู้นำ ผู้บริหาร หรือผู้จัดการลองหันมาสำรวจดูตัวเองว่าเป็นผู้จัดการแบบใด เป็นผู้จัดการทั่วไปหรือเป็นผู้จัดการอัจฉริยะ โดยการทำความเข้าใจทั้ง 20 ข้อ ว่ามีข้อใดบ้างที่มีแล้ว นำมาใช้แล้ว หรือถ้าไม่มีเลยก็คงต้องปรับเปลี่ยนความคิดทำแบบใหม่ทันที เรียกได้ว่า คิดใหม่ ทำใหม่ ตามแนวทางของ หลักสูตรอบรมผู้จัดการอัจฉริยะ The Super Manager อย่าให้ทุกอย่างสายเกินกว่าจะแก้ไขได้ นะจะบอกให้

-ผู้จัดการอัจฉริยะ: The Super Manager!

UA-75256908-1